13 สิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้จาก บาห์เรน ตะวันออลาง แอฟริกาเหนือ middle east north africa MENA menahalallife nanahalalhub

“13 สิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้จากบาห์เรน”

ย้อนกลับไป ในช่วยปลายเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน เช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กลุ่มใบหยก และผู้ประกอบการในภาคการผลิต การก่อสร้าง การออกแบบ สุขภาพและความงาม ค้าปลีก อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น เดินทางไปเยือนบาห์เรน เพื่อหาลู่ทางในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการของไทยในการเจาะเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง

ซึ่งครั้งนั้น คุณบอม โอฬาร วีระนนท์ ประธานเจ้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บจ.ดูเรียน คอร์ปปอเรชัน ก็เป็นหนึ่งในนักธุรกิจไทยที่ได้ร่วมคณะดังกล่าว และได้บันทึกความทรงจำในการเดินทางเชื่อมโยงธุรกิจกับประเทศบาห์เรน โดยเฉพาะ เรื่องราวเกี่ยวกับ 13 สิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้จากบาห์เรน  ส่วนจะน่าสนใจขนาดไหน ลองติดตามอ่านกันดูครับ

1 : “การต้อนรับที่อบอุ่น”
ด้วยความที่ได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับผู้คนมาไม่น้อย ในทุกสาขาอาชีพจนถึงผู้นำระดับประเทศ เราเห็นสิ่งที่ทางบาห์เรน ร่วมกับสมาคม Thai Club ที่เตรียมการต้อนรับเราแล้ว รู้เลยว่า “เค้าตั้งใจมาก และ มีการประสานงานกันเป็นอย่างดี” ตั้งแต่การลงเครื่องที่สนามบิน ที่มีเจ้าหน้าที่ของทางบาห์เรน มาต้อนรับ และมีคนไทยคอยประสานการดูแลตั้งแต่กระบวนการผ่านคนเข้าเมือง การแลกเงิน การบริการ SIM โทรศัพท์ ตลอดจนการเดินทางและเชื่อมโยงผู้คนตลอด Trip และจัดคนขับรถและคนดูแลที่เป็นชาวไทยคอยอำนวยความสะดวกให้เราตลอด 24 ชม.​ ซึ่งแสดงให็เห็นถึงทั้งน้ำใจอันอบอุ่น และความตั้งใจในการอยากให้ธุรกิจไทยและบาห์เรน ได้เชื่อมโยงกันมากขึ้น

2 : “Gateway to GCC”
GCC (Gulf Cooperation Council) คือ คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1981 ซึ่งลงนามข้อตกลงโดยประมุขของ 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ และบาห์เรน โดยเน้นความร่วมมือทั้งมิติด้านการเมือง, ความมั่นคง, เศรษฐกิจและสังคม โดยจัดตั้งเขตการค้าเสรีในปี 1983 และพัฒนาเป็นตลาดร่วม (Common Market) ได้ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

หากประเทศไทย คือ Gateway สู่อาเซียน ประเทศบาห์เรน ก็คือ Gateway สู่ประเทศตะวันออกกลาง (Middle East) ทั้งหมดเช่นกัน ด้วย Location ของบาห์เรน ที่ตั้งอยู่ใจกลางอ่าวอาหรับ (Arabian Gulf) และสามารถเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ได้ทั้งทางอากาศ, ทะเล, และทางบก ใช้ภาษาอังกฤษ และอาราบิก (English & Arabic) เป็นภาษาหลัก

บาห์เรนอนุญาติให้มีสถานบันเทิงต่างๆ และมีความผ่อนปรนกว่ากลุ่มประเทศ GCC อื่นๆ ทั้งด้านกฏระเบียบในการดำเนินธุรกิจ และเปิดกว้างทางวัฒนธรรม ทำให้บาห์เรน มีทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ผับ บาร์ สถานบันเทิงแทบทุกประเภท ทั้งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกัน จึงทำให้ประเทศนี้มีจำนวนนักลงทุนและคนทำงานชาวต่างชาติจำนวนมาก เรียกว่าเป็นเมือง Expat ของตะวันออกกลางได้เลย โดยมี Real GDP Growth ราว 3.9% ในปี 2017 และ FDI Inflow ถึง 733 ล้านเหรียญสหรัฐในปีเดียวกัน

3 : “ประเทศเล็กๆ ที่มีผู้นำที่ยิ่งใหญ่”
บาห์เรนเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีขนาดเพียง 770 ตร.กม. หรือประมาณเทียบเท่าเกาะภูเก็ต แต่ด้วยการมีผู้นำที่เข้มแข็ง มั่นคงและต่อเนื่องยาวนาน ทำให้มีการพัฒนาการอย่างเป็นระบบมากๆ โดยราชวงศ์ที่ปกครองบาห์เรน คือ “ราชวงศ์อัลเคาะลีฟะฮ์ (House of Al Khalifa) ก่อตั้งราชวงศ์ตั้งแต่ปี 1766 หรือยาวนานกว่า 252 ปี (ก่อนราชวงศ์จักรีราว 16 ปี) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี คือ “เจ้าชายเคาะลีฟะฮ์ บิน ซัลมาน อัลเคาะลีฟะฮ์ (H.R.H Prince Khalifa bin Salman Al Khalifa)” ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานที่สุดในโลก คือกว่า 48 ปี

ซึ่งท่านทรงเป็นที่รักและหนึ่งในศูนย์รวมใจของชาวบาห์เรน เพราะขึ้นเป็นผู้นำประเทศตั้งแต่พระชนมายุเพียง 35 ปี สองปีก่อนที่บาห์เรนจะได้รับเอกราช นำประเทศผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤติต่างๆ มามากมาย และที่สำคัญคือ “ท่านทรงมีความรัก ผูกพัน และเมตตากับคนไทยเป็นอันมาก เพราะท่านรักประเทศไทย และมีสายสัมพันธ์อันดีกับทั้งราชวงศ์ไทยมายาวนาน” โดยพระองค์ทรงเป็นพระปิตุลาในสมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อัลเคาะลีฟะฮ์ พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของบาห์เรน และเป็นพระอนุชาในเชคอีซา บิน ซัลมัด อัลเคาะลีฟะฮ์ กษัตริย์องค์ที่แล้วอีกด้วย ทำให้การบริหารงานในประเทศบาห์เรนนี้มีความราบรื่นและเป็นเนื้อเดียวกัน

4 : “ความเข้มแข็งจาก 4P”
ด้วยเรามีโอกาสไปรับฟังการบรรยายจากผู้บริหารระดับสูงของ “EDB : Economic Development Board” ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญ ในการดึงทุกชาติมุ่งสู่บาห์เรน จึงเก็บเอาข้อมูลดีๆ มาแบ่งปัน เราเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความตั้งใจในการ “พัฒนาประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง” โดยอาศัยจุดแข็ง 4 อย่าง (4P of Bahrain’s Strengths) คือ
– Place : นอกจากเป็น “ประตูสู่ตะวันออกกลาง”  ที่มีขนาดตลาดใหญ่ถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$ 2 Trillion) แล้ว Bahrain ยังขยายการเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ อย่างมากมายเพื่อเพิ่ม Demand ให้กับทั้งสินค้าและบริการของประเทศตน ซึ่งเรียกว่าทำได้ดีมาก โดยมี FTA (Free Trade Ageements) กับประเทศต่างๆ ถึง 22 ประเทศ และการป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน (Double Taxation Avoidance Agreement) กับประเทศต่างๆ 41 ประเทศ ครอบรวมถึงประเทศ USA และ Singapore ด้วย

-People : บาห์เรน ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี (High Quality of Life) ด้วยความที่ประเทศมีขนาดเล็ก รัฐมีการดูแลสวัสดิการที่ดี ทำให้การพัฒนาคนมีระบบและทั่วถึง สามารถดึงแรงงานฝีมือจากทั่วโลกมาอยู่ที่นี่ได้ ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือ สำนักงานใหญ่ของ “AWS : Amazon Web Service” ก็ตั้งอยู่ที่ประเทศบาห์เรน ทั้งได้รับการโหวตจาก International Expat Insider Survey 2018 จากประเทศต่างๆ กว่า 65 ประเทศทั่วโลกว่า “เป็นที่หนึ่งของ Expat Destination”

ส่วนการพัฒนาคนในประเทศ บาห์เรนใช้วิธีการจูงใจโดยใช้ “มาตรการภาษีและการอุดหนุน” คือ หากบริษัทใดๆ จ้างคนบาห์เรนทำงาน รัฐจะสนับสนุนเงินเดือนสูงสุดถึง 70% ใน 2 ปีแรก และสนับสนุนสูงสุด 100% สำหรับการฝึกอบรมให้พนักงานมีความสามารถมากขึ้น นี่คืออีก Secret Source ที่ทำให้การพัฒนาคนเป็นไปอย่างก้าวกระโดด และที่น่าสนใจคือ ใน Financial Sector แรงงานกว่า 65% หรือ 2 ใน 3 เป็นผู้หญิง

– Price : บาห์เรนมีนโยบายในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากมาย ทั้งมาตรการด้านภาษี การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และการส่งเสริมเงินลงทุนโดยภาครัฐ ฯลฯ ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจ และการเริ่มต้น (Cost Effective Business Environment) สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และน่าสนใจ โดย Living Cost น้อยกว่า Dubai ถึง 43% และน้อยกว่า Abudhabi ถึง 31% แต่ธุรกิจใดจะอยู่ยาวได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินการของเราเอง

– Pioneer : ด้วยความที่เป็นประเทศขนาดเล็กที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ บาห์เรนจึง Positioning ตัวเองเป็น“นักริเริ่ม บุกเบิกสิ่งใหม่ๆ ของตะวันออกกลาง” (A Pioneer in region) มาตั้งแต่ปี 1919 โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้
1919 : ริเริ่มระบบการศึกษาที่มีมาตรฐาน
1932 : ริเริ่มการขุดเจาะน้ำมัน
1932 : เปิดสนามบินระหว่างประเทศ
1960 : เริ่มกลยุทธ์การกระจายการเติบโต
1961 : เริ่มพัฒนาระบบการธนาคาร
2001 : เริ่มกำหนดการกำกับดูแลธนาคารอิสลาม
2004 : ปฏิวัติระบบโทรคมนาคม
2017 : ประยุกต์ใช้ “Cloud First Policy”

5 : “ประเทศ แห่งประวัติศาสตร์”
คำว่า “บาห์เรน” มาจากภาษาอาหรับแปลว่า ทะเลสองแห่ง เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปี เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในอ่าวเปอร์เซีย มีชื่อเสียงทางด้านไข่มุก และการต่อเรือมาตั้งแต่สมัยสุเมเรีย จนถึงสมัยกรีกและโรมัน ทำให้มีความลุ่มลึกทั้งในเชิงวัฒนธรรม ประเพณี และมีหลายสิ่งให้น่าศึกษา

แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีแนวคิดทันสมัย ที่เปิดรับ คนทุกชาติ ทุกภาษา และทุกศาสนาเข้าด้วยกัน จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะจากกลุ่ม GCC มาสู่ประเทศของตนได้ โดยจากจำนวนประชากรเพียง 1.5 ล้านคนของบาห์เรน (น้อยกว่าไทย 46 เท่า) สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้กว่าเดือนละ 1 ล้านคน หรือปีละ 12 ล้านคน มากกว่าจำนวนประชากรถึง 8 เท่าตัว

6 : “ดินแดนที่ขยายได้… อย่างไม่รู้จบ”
หากเรามาประเทศบาห์เรนครั้งต่อไป เราจะเห็นประเทศนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการ “ถมทะเลที่รายล้อมประเทศ” ขยายพื้นที่แผ่นดินให้เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเติบโต หากเราเดินทางรอบบาห์เรน จะเห็นโครงการก่อสร้างทั้งเล็กและใหญ่ กระจายตัวทั่วทุกพื้นที่ ทั้งการลงทุนโดยเอกชน ต่างประเทศ และภาครัฐ ทั้งการที่เป็นประเทศขนาดเล็ก และการขยายพื้นที่เป็นการ “สร้างเมืองใหม่” ดังนั้นการจัดระเบียบ วางผังเมืองต่างๆ จึงทำได้อย่าง “ดีเยี่ยม” มากครับ

7 : “โครงสร้างพื้นฐาน คือหัวใจการเติบโต”
แบ่งออกเป็นสองด้านคือ
ด้านที่1 : “Physical Infrastructure”
ภายใน 5 ปีข้างหน้า ประเทศบาห์เรน ที่มีขนาดโดยเปรียบเทียบราวเกาะภูเก็ต จะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า US$ 32 billions (ราว 1 ล้านล้านบาท) ขอยกตัวอย่างสัก 6 ด้าน เช่น
-2019: พัฒนาการขนส่งทางอากาศโดย เพิ่มประสิทธิภาพของสนามบินอย่างรอบด้าน (วงเงิน US$ 1.1b)
-2019: พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียม โดยจะเป็น The world largest single site smelter (วงเงิน US$ 3.5b)
-2020: สร้างเกาะใหม่ (Dilmunia Island) : ที่เป็นทั้งที่พักอาศัยแบบ Mixed use และเป็น Hub ด้าน Wellness และ Preventive Health ของภูมิภาค ในพื้นที่กว่า 1,800,000 ตร.ม. (วงเงิน US$ 1.8b)
-2020: Bahrain Bay : การพัฒนาอ่าวบาห์เรน ครอบรวมทั้งโรงแรมหลากหลายเช่น Four Seasons Hotel, Wyndham, Grand Manama Hotel และ The Avenues Mall (วงเงิน US$ 2.5b)
-2021: BAPCO Modernisation & Expansion : ปฏิวัติและขยายอุตสาหกรรมน้ำมันในรูปแบบทางเลือกต่างๆ (วงเงิน US$ 5b)
-2022: King Hamad Causeway : สร้างทางหลวงส่วนต่อขยายเชื่อมระหว่าง ซาอุดิอาราเบีย และบาห์เรน โดยจะสามารถช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าและ Logistics ได้ราว 30-50% (วงเงิน US$ 4b)

ด้านที่2: “Soft Infrastructure”
การพัฒนาประสิทธิภาพในการเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจ เช่น การลดข้อจำกัดในเงินลงทุนขั้นต้น, พัฒนาการเชื่อมโยงกับ KSA (คูเวต, ซาอุฯ และอาบูดาบี), สร้างความเชื่อมั่นในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิบัตรและการลงทุน ฯลฯ

8 : “ถ้าให้เกียรติและจริงใจ แม้ไม่ต้องขอ ก็ได้รับ”
Business Matching รอบนี้ ถือว่าเป็นการ “เปิดโลกและมุมมองของเราอย่างมาก” ได้เห็นความแตกต่างในเชิงการบริหารประเทศในอีกด้านของคำว่า “เบ็ดเสร็จเด็ดขาด” , “การให้เกียรติในฐานะมิตรประเทศจริงๆ” และ “ฝีมือทางการฑูตและเชื่อมสัมพันธ์ของรัฐบาลทั้งสองประเทศ” ที่ต้องบอกว่า “ยอดเยี่ยม”

ได้มีโอกาสได้เห็น ท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ที่มีทักษะและลีลาในการเจรจา ต้องบอกว่าทำให้ทั้งราชวงศ์ ผู้นำประเทศของบาห์เรน นักธุรกิจของทั้งสองประเทศชื่นชม และสัมฤทธิ์ผลจริงๆ โดยประเทศไทยได้รับการอนุมัติ สองเรื่องที่สำคัญมากๆ คือ

8.1 “การเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ (บาห์เรน – ไทย)” : จากเดิมที่มี Direct Flight เพียง 6 เที่ยวต่อสัปดาห์ เพิ่มเป็น 10 เที่ยวต่อสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางและการค้าระหว่างกันเติบโตได้ยิ่งขึ้น

8.2 “หากเป็นคนไทย ไปทำธุรกิจที่บาห์เรน ถือหุ้นได้ 100%” : เรื่องนี้สำคัญมากๆ นะครับ เพราะโดยปกติเวลาเราไปเป็นทำธุรกิจในบาห์เรน ทุกประเทศทั่วโลกจำเป็นต้องหา Partners ชาวบาห์เรนเพื่อทำร่วมกัน โดยถือสัดส่วนหุ้น 49% / 51% ซึ่งท่านให้การเริ่มต้นธุรกิจเป็นไปได้ช้า ทั้งการที่เราอาจไม่รู้จัก Partner ต่างๆ อย่างเป็นเชิงลึก การให้มาถือสัดส่วนหุ้นใหญ่ร่วมกัน เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงในเชิงธุรกิจไม่น้อย

ในอดีตที่ผ่านมามีเพียง “สหรัฐอเมริกา” ประเทศเดียวในโลก ที่สามารถทำธุรกิจ โดยถือหุ้น 100% เนื่องจากมีฐานทัพเรือตั้งอยู่ที่บาห์เรน แต่การไปรอบนี้ทำให้ประเทศไทยได้รับสิทธิประโยชน์นี้ เป็นประเทศที่สองในโลก ซึ่งที่ว่าสำคัญมากๆ ในการสร้างการเติบโต

9 : “Product, Services, Startup … โอกาสสำคัญที่ไม่ควรพลาด”
FINTECH และ STARTUP … ได้รับความสำคัญ
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ ประเทศบาห์เรน มีการก่อตั้ง “Fintech Bay” หรือศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการเงิน โดยมีการประยุกต์ใช้ทั้ง Fintech Regulatory Sandbox, การส่งเสริมด้าน Crowdfunding, การปกป้องข้อมูล (Data Protection), Secure Transaction ซึ่งเรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมชม Fintech Bay และได้เห็นความน่าสนใจ โดยระหว่างที่เราไปชม ก็มีคณะจาก Temasek บินมาพูดคุยเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน สินค้าและบริการอื่นๆ ของทั้ง SMEs และ Coporate มีโอกาสที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็น สินค้าเครื่องสำอาง, สุขภาพ, โรงพยาบาล, วัสดุตกแต่ง, สินค้าอุปโภคบริโภค, ร้าน สปา, ทำผม, ทำเล็บ, ร้าน อาหาร, Entertainment, Creative Business, Training ฯลฯ เรียกว่า มองเห็นโอกาสมากมาย และที่สำคัญเริ่มต้นได้ง่าย ตลอดเกี่ยวเนื่องมีศักยภาพ และคู่แข่งยังไม่มากนัก อีกทั้งอุตสาหกรรม “น้่ำตาลทราย โรงพยาบาล การก่อสร้าง” คืออีก 3 อุตสาหกรรมที่บาห์เรน ต้องการให้ไทยไปลงทุนเช่นกัน

10 : “Dragon City & Thailand Mall” : ประเทศจีนก็ได้ขยายเข้าไปในบาห์เรนอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยสร้าง Dragon City ที่เป็นศูนย์รวมการค้าปลีกและค้่าส่งสินค้าจากประเทศจีน ในส่วนของคนไทยก็มีนักธุรกิจจากไทยสนใจไปสร้าง “Thailand Mall” อยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งคณะเราก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม และน่าจะได้เร็วการเปิดบริการในช่วงราวปี 2020 เป็นต้นไป

11 : “รัฐ + เอกชน + ประชาสังคม คือหัวใจในการขับเคลื่อน”
การทำ Business Matching ในครั้งนี้ จะสำเร็จและออกมาอย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับการนำทัพจากท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์, การประสานงานที่ยอดเยี่ยมจากท่านฑูตไทยในบาห์เรน, ประธาน Thai Club และคุณกอล์ฟ แห่ง G-Village โดยเชื่อมั่นว่าจะเกิดธุรกิจจริงตามในเวลาอันใกล้ และสามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศของธุรกิจไทย กับประเทศใดๆ ในอนาคตได้เลยครับ

12 : Capital Club : จุดเชื่อมโยงธุรกิจ สำหรับคิดใหญ่
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือ ที่บาห์เรนมี Business Lounge ที่ทรงประสิทธิภาพมาก ชื่อ Capital Club ตั้งอยู่ที่ตึกระฟ้ากลางเมือง ซึ่งเป็นที่รวบรวมนักธุรกิจ และข้าราชการชั้นนำของประเทศมารวมกัน นอกจากบรรยากาศที่สวยงามที่ทำให้เห็นวิวและมุมมองของบาห์เรนได้ทั้งประเทศแล้ว ยังมี Club Manager ที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยง นักธุรกิจที่เข้ามาที่ Club ให้ได้รู้จักกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่เชื่อว่าหากใครต่อยอดได้เป็น จะสามารถทำให้เกิด Business และสายสัมพันธ์ตามมาได้ง่ายขึ่นมาก

13 : “คนไทย ได้ประโยชน์จริง”
หลายครั้งที่เราได้ทำงานกับภาครัฐ เราได้เห็นมุมมองที่ต่างไป หลายฝ่ายทำงานอย่างตั้งใจ จริงจัง มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหลายฝ่ายก็ไม่ใช่ ซึ่งเป็นอย่างนั้นทุกวงการ แต่ในการมาครั้งนี้ ต้องปรบมือชื่นชมจากหัวใจ ว่าเป็นการทำงานที่ “ประเทศไทย ได้ประโยชน์จริง” และไม่ใช่แค่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ทั้ง SMEs และ Startup ไทย ก็มีโอกาสเติบโตไปได้ด้วยกัน

เกร็ดความรู้:
-หากใครอยากไปสัมผัสประเทศบาห์เรน การติดต่อเดินทางในปัจจุบันง่ายมากครับ โดยคนไทยสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวในบาห์เรนได้นานถึง 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า เช่นเดียวกับชาวบาห์เรน ที่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเช่นกัน
-ปัจจุบันสายการบินแห่งชาติของบาห์เรนคือ Gulf Air ที่บินตรงจากไทย-บาห์เรน-ไทย สัปดาห์ละ 10 เที่ยวบิน เพิ่มจาก 6 เที่ยวบินก่อนเราไปโดยทันที
-ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ทั้งราชวงศ์อัลเคาะลีฟะฮ์ และชาวบาห์เรนนิยมมาท่องเที่ยว และเป็นมิตรกับคนไทยมาก


ขอบคุณที่มา :
ภาพ / เรื่อง คุณโอฬาร วีระนนท์

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *