รู้จัก OUD ไม้หอมหมื่นล้าน

‘OUD’ ที่ว่าเป็นชื่อภาษาอาหรับของ ไม้หอมกฤษณาหรือ AGARWOOD ในภาษาอังกฤษ ในตำรับยาไทยมีการยกย่องไม้หอมชนิดนี้ว่าเป็น “ราชาของเครื่องหอม” สมุนไพรไทยที่มีราคาแพงที่สุดและเป็นที่ต้องการของสังคมชั้นสูงทั่วโลก มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ปัจจุบันไม้กฤษณาหรือ OUD กลายเป็นไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมาก มายมหาศาล จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือพบว่า ประ- เทศไทยผลิตและส่งออกไม้กฤษณาและน้ำมันกฤษณาเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากอินโด นีเซีย เวียดนาม โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

จากข้อมูลของสมาคมการค้าน้ำมันไม้กฤษณาพบว่า ทุกวันนี้มีการไม้กฤษณามาใช้ประโยชน์ มากมายเริ่มต้นจากส่วนที่เป็นเนื้อไม้ เรียกว่า”ไม้สีดำ”เนื้อหนา มีน้ำมันมาก จะนิยมนำไปใช้จุดไฟ มีกลิ่นหอมไม่แสบตา มีราคาตั้งแต่ 5-8.5 แสนบาท/กก. แล้วแต่เกรด ส่วนที่ 2 เนื้อไม้ที่นำไปกลั่นน้ำมัน นำเนื้อไม้ไปผ่าตากแดด นำมาบด หมัก และต้ม กลั่นในกระบวนการสกัดน้ำมันเกรดพรีเมียมราคา 3-4 แสนบาท/กก.และสุดท้ายเป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดเช่น สบู่ น้ำมัน นวด ครีมเซรั่ม แชมพูสมุนไพร ครีมนวดผม น้ำมันนวดสมุนไพร บรรเทาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สเปรย์ฉีดเท้า และฉีดรักแร้

แน่นอนว่า ลูกค้าที่ติดใจในความหอมแรงหอมทนของไม้กฤษณาส่วนใหญ่จะเป็นชาวอาหรับในตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมานและอิสราเอล ซึ่งนิยมนำน้ำมันหอมกฤษณาหรือ OUD OIL เพื่อนำไปใช้ประกอบในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ รวมถึงการเผาเอากลิ่นเพื่อรับรองรับแขกผู้มาเยือน เพราะนอกจากจะเป็นการให้เกียรติอย่างสูงแล้ว บางคนเชื่อว่า การดมกลิ่นควันจากการเผาชิ้นไม้กฤษณา จะทำให้รักษาโรคบางอย่างได้ จนเป็นวัฒนธรรมที่คุ้นชินของชาวมุสลิมแถบตะวันออกกลาง

ถามว่า ทำไมชาวชาวอาหรับ ถึงนิยมไม้หอมชนิดนี้

ประการแรก เนื่องจากภูมิประเทศของตะวันออกกลางส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายดัวยสรรพคุณพิเศษของกลิ่นไม้กฤษณาจะช่วยป้องกัน แมลง รวมถึงไรทะเลทรายกัดจนเกิดแผลพุพอง

ประการที่สอง ในยุคที่ท่านนบีมูฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม เมื่อกว่า 1,400 ปีล่วงมา หนึ่งจริยวัตรของท่าน คือ การพรมน้ำหอมจากไม้ OUD หลังทำความสะอาดร่างกาย ทำให้การใช้เครื่องหอมที่สกัดจากพืชปราศจากส่วนผสมของแอลกอฮอล จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวอาหรับ ด้วยความศรัทธาที่ว่าการดำเนินทุกสิ่งอย่างตามจริยวัตรของท่านนบี คือกุศลแก่ผู้ปฏิบัติ จึงไม่แปลกที่ในการละหมาดใหญ่ทุกวันศุกร์ จะมีกลิ่นของไม้หอมชนิดอบอวลไปทั่วมัสยิดในกลุ่มประเทศอาหรับ

นอกจากนั้นแล้ว คุณสมบัติที่ทำให้กลิ่นหอมประทินผิว ติดทนนาน ทำให้ มีการนิยมใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม ที่มีราคาแพงอย่าง แบรนด์ Arabian Oud ในตะวันออกกลาง รวมแบรนด์ ดังๆ ในยุโรปอย่าง Dior  John Langford

เพราะความที่หายากและมีราคาแพง  จึงไม่ใช่ ทุกคนที่จะมีโอกาสสัมผัสกลิ่นหอมๆ ของไม้กฤษณา

ต่อไปนี้ หากมีโอกาสใกล้ชิดชาวอาหรับจากตะวันออกกลางมีกลิ่นฉุนมาเตะจมูก อย่าเพิ่งรีบวิงเวียนศรีษะนะครับ สูดเข้าไปเยอะๆ สูดไปให้เต็มปอด ของดี ของแพงขนาดนี้ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปนะครับ

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *